[PxS] ME, YOU and FULLMOON

posted on 01 Dec 2011 12:19 by -kenoyama-

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม

 
 

Quest : lv.1 ME, YOU and FULLMOON

Character

- Aoki Jun

- Yuuki Ami

- Chie Seigi

Party : Attacker 3 / Supporter 0

หนึ่งเดือนเศษหลังจากโมอัพเควสแรก ในที่สุดก็เสร็จ T Tน่าเสียดายที่ต้องมาอัพบนไอแพดการจัดหน้าใส่ลิงค์ใส่สีเลยทำไม่ได้ (อยากจะกรี๊ดมาก) เชิญติดตามชมครับ

ปล. นี่เป็นฟิคนะจ๊ะ

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

          ~ ME, YOU and FULLMOON - Yuuki Emi's Side Story~

 

 

          ซ..ซวยแล้วไงล่ะ

 

          สิ่งมีชีวิตประหลาดคล้ายสไลม์สีดำสวมหน้ากากรูปใบหน้าสามตัวกำลังคลืบคลานเข้ามาหาฉันกับเด็กหนุ่มอีกสองคนบนดาดฟ้าร้านซายะ ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นโมเดิร์นบนทำเลที่สามารถมองเห็นทะเลสาบได้จากภายในร้าน แต่ตอนนี้วิวทะเลสาบยามเที่ยงคืนไม่สำคัญเท่าตาข่ายเหล็กที่ขึงรอบดาดฟ้าหรอกเพราะมันขังพวกเราไว้กับไอ้ตัวประหลาดสามตัวที่ตอนนี้เริ่มขยับเข้ามาใกล้ยิ่งกว่าเดิม เป็นสถานการณ์ที่ดูยังไงก็"ซวย"จริงๆนั่นแหละ แล้วทำไมฉันถึงตกอยู่ในสภาพนี้ได้หนะเหรอ?

 

          อืม คงต้องเล่ากันยาวววววเลยล่ะ

 

 

          -3 วันก่อน-

 

 

          "มาโยนากะทีวี?"

 

          ฉันอ่านฟอร์เวิร์ดเมลล์ทางมือถือขณะกำลังเดินกลับจากโรงเรียนไปอพาร์ตเมนต์ซึ่งไม่ใช่สิ่งทึ่ควรทำเท่าไหร่เพราะการทำแบบนี้อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัวได้ แต่ซอยนี้เขาห้ามไม่ให้รถยนต์ทุกชนิดวิ่งผ่านจึงแทบไม่มีทางเลยที่จะเกิดอุบัติเหตุในซอยนี้ ส่วนเนื้อหาของเมลล์เท่าที่พอจับใจความได้ก็ประมาณว่า

 

          [มาโยนากะทีวี รายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศเวลาเที่ยงคืนของทุกๆวันรายการจะฉายภาพการตายของคนๆหนึ่งทุกคืนโดยแต่ละคืนจะไม่ซ้ำคนกันเลย แต่ส่วนที่น่ากลัวคือในเช้าวันต่อมาคนๆนั้นจะเสียชีวิตทุกครั้งแถมคนที่ได้ดูแต่ละคนก็มักจะพบจุดจบในสภาพเดียวกันอีกด้วย]

 

          น่าสนแฮะ แถมอพาร์ตเมนต์เราก็มีทีวี ถึงน่ากลัวไปนิด แต่คุ้มที่จะลองเพราะยังไงมันก็แค่ข่าวลือ...มั้ง

 

           โป๊ก!!

 

          หัวของฉันกระแทกเข้ากับประตูทางเข้าอพาร์ตเมนต์ที่อาศัยอย่างจัง ความรุณแรงน่าจะพอๆกับการโดนลูกลาครอสซัดเข้าหน้า รึนี่เป็นบทลงโทษจากการเดินอย่างไม่ระวัง แต่แหม เล่นแรงซะมึนจนมองอะไรไม่ชัดเลยนะ

          ฉันรอสายตากลับมาเป็นปกติแล้วจึงเปิดประตูอพาร์ตเมนต์แล้วตรงดิ่งผ่านเคาท์เตอร์ร้างที่ตั้งแต่ย้ายเข้ามาเจ้าของอพาร์ตเมนต์ไม่เคยมานั่งเฝ้า (มีแค่กล่องนามบัตรที่เขียนไว้แค่เบอร์ติดต่อเท่านั้น) ไปขึ้นลิฟต์ที่อยู่ด้านในสุดของทางเดิน ลิฟต์ขึ้นมาจนหยุดที่ชั้น 4 ฉันรีบก้าวออกจากลิฟต์ไปไขห้อง 403 ซึ่งฉันพักกับพ่ออยู่ ห้องพักของอพาร์ตเมนต์นี้ถูกแบ่งออกเป็นห้องเล็กฟูสี่ห้องคือ ห้องนั่งเล่น ห้องนอนสองห้องของฉันกับของพ่อ แล้วก็ห้องน้ำ โดยห้องนั่งเล่นจะมีส่วนของครัวขนาดเล็กรวมอยู่ด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วฉันชอบมันนะ คงเพราะเวลาทำกับข้าวจะสามารถดูโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่มุมห้องรับแขกไปพร้อมกันได้ ว่าแต่

          ทีวีหายไปไหนล่ะเนี่ย...

          ไม่รู้ว่าควรจะงงรึว่าตกใจดีแฮะที่ทีวี 32 นิ้วในห้องนั่งเล่นหายไปจากจุดวางอยู่ดื้อๆ ถึงจะยังสับสนแต่ฉันก็รีบคว้ามือถือกดโทรหาพ่อทันที

 

          ตรู๊ด..ตรู๊ด...

          "ฮัลโหล มีไรเหรอลูก?"

 

          เสียงตอบจากปลายสายดังขึ้นยืนยันว่าพ่อของฉันรับเอง พ่อฉัน ยูกิ มานาบุ เป็นวาทยากรหรืออีกชื่อนึงคือคอนดักเตอร์(จำไม่ได้แฮะว่าสะกดเป็นภาษาอังกฤษยังไง) ตอนนี้กำลังเตรียมตัวแสดงงานออเครสตร้าที่จะจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าในเมืองนี้ ฟังจากเสียงคนคุยแทรกเข้าโทรศัพท์ดูเหมือนการซ้อมการแสดงจะเสร็จสิ้นแล้วทำให้ฉันคุยกับพ่อได้อย่างสบายใจเพราะเป็นนอกเวลาทำงาน

 

          "พ่อคะ ทีวีตรงห้องนั่งเล่นมันหายไปแล้ว"

          "...อื้ม"

 

          ด เดี๋ยวก่อนๆ ทีวีหายนะคะไม่ใช่เหรียญบาทตกท่อ นี่ไม่คิดจะตกใจหรือกระวนกระวายสักนิดเลยเหรอ ไม่สิ เวลาอะไรในบ้านสักอย่างหายไปพ่อต้องหาทั่วบ้านอย่างเอาเป็นเอาตายรึว่าความจริงตอนนี้พ่ออาจจะตกใจจนไม่รู้จะแสดงออกยังไง ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ

 

          "ให้หนูไปแจ้งตำรวจก่อนมั้ยพ่อ?"

          "ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ต้องๆ"

          หัวเราะ? ท่าทางพ่อจะสติแตกไปแล้ว แล้วไอ้ไม่ต้องนี่หมายความว่าไง?

          "จำได้มั้ยว่าเมื่อวานตอนเย็นทีวีจู่ๆทีวีมันก็ดับดูไม่ได้หนะ

          "อ๋อ!! แล้วไงเหรอคะ?"

          "พ่อจำได้ว่าเครื่องมันยังมีประกันก็เลยโทรไปทางศูนย์ให้เขามาช่วยดู รู้สึกพนักงานที่มาดูจะบอกว่ารุ่นนี้มันค่อนข้างจะมีปัญหา เดี๋ยวทางศูนย์เขาจะเอาอีกรุ่นที่พอๆกันมาเปลี่ยนให้หนะ"

          อ๋อ ไอ้เราก็ตกใจนึกว่าจะโดนโจรยกเค้า แต่ถ้าจริงก็ตลกดีนะ โจรที่มาขโมยแค่ทีวีเนี่ย

          "แล้วเครื่องใหม่จะมาเมื่อไหร่เหรอคะ?"

          "อย่างน้อยก็อาทิตย์นึงหนะ"

          "เอ๋!!"

 

          จากคำบอกเล่าของพ่อ ทางบริษัทโทรทัศน์ได้รับแจ้งจากลูกค้าหลายรายว่าเครื่องรุ่นที่เราใช้มีปัญหาจอดับในขณะดูอยู่ บริษัทต้องเร่งเปลี่ยนให้กับลูกค้าเป็นผลให้เกิดความล่าช้าตามมา ฉันขอบคุณพ่อก่อนวางสายพร้อมความเสียดายในใจ ถ้าไม่มีโทรทัศน์ก็ไม่สามารถพิสูจน์เรื่องมาโยนากะทีวีได้ คืนนี้หลังจากอาบน้ำทานข้าวเย็นฉันจึงทำได้แค่เข้าห้องนอนฉันแล้วเล่นโน๊ตบุ๊คบนเตียงจนความคิดบางอย่างผุดขึ้น...

 

         "เดี๋ยวก่อน ดูบ้านคนอื่นก็สื้นเรื่องนี่นา~"

 

 

           -3 วันต่อมา-

 

 

          ฉันขึ้นชั้นสามของตึกเรียนหลักของโรงเรียน Gekkokan Highschool หรือ Moonlighthall Highschool  หลังทานข้าวกลางวันเสร็จ พูดตรงๆเรื่องมาโยนากะทีวีคงต้องรอทีวีเครื่องใหม่ที่จะมาเปลี่ยนอาทิตย์หน้าถึงจะได้ดูแล้วล่ะ เพราะสองวันที่ผ่านมาฉันลองไล่ถามนักเรียนปีสองไปสองห้องเต็มๆซึ่งพอลองขอไปดูมาโยนากะทีวีที่บ้านถ้าไม่ปฏิเสธทันควันก็จะทำหน้าคล้ายกระป๋องน้ำอัดลมบุบๆพร้อมกับมองฉันด้วยสายตาแปลกๆ อะไร มันน่าตกใจมากงั้นเหรอ เดินสักพักก็มาหยุดอยู่หน้าห้องเรียน2-C มันก็ไม่ได้แตกต่างจากห้องเรียนอื่นๆหรอก แค่มันเป็นห้องปีสองห้องเดียวที่ยังไม่ได้เข้าไปลองถามเท่านั้นแหละ ถ้าคราวนี้ไม่ได้ผลก็คงต้องลองไปขอปี1ไม่ก็พี่ปี3แล้วล่ะ

          ฉันก้าวผ่านประตูที่ถูกเปิดทิิ้งไว้ คงเพราะยังอยู่ในช่วงพักเที่ยง ภายในจึงมีนักเรียนเพียงสองคนอยู่ในห้องเรียนเงียบๆนี้ มีเด็กหนุ่มร่างสูงผมดำคนหนึ่งฟุบหลับอยู่หลังห้องท่าทางจะหลับลึกไปแล้ว จึงเหลือเพียงเด็กหนุ่มผิวเนียนที่นั่งอ่านหนังสืออะไรสักอย่างคนเดียวที่พอลองขอได้ ฉันเดินเข้าไปยืนตรงหน้าโต๊ะเรียนของเขาจนสามารถมองเห็นกิ๊บสีส้มที่ติดบนผมสีน้ำตาลสั้นๆนั้นได้

 

         "นี่..."

 

          ฉันทักด้วยเสียงที่เบาเพื่อไม่ให้เด็กหลังห้องตื่นขึ้นมาแต่มันก็ดังพอจะทำให้เด็กหนุ่มผู้อ่านหนังสืออยู่ลดมันลงมามองด้วยสีหน้าสงสัยซึ่งขัดกับแก้มสีแดงระเรื่ออย่างมาก ผู้ชายแก้มแดงขนาดนี้หายากนะ

 

          "ฉันยูกิ เอมิ ปี2 ห้องA ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"

          "เช่นกัน ฉันอาโอกิ จุน ห้องอะไรน่าจะรู้นะ"

          "อื้ม นายพอรู้เรื่องมาโยนากะทีวีมั้ย?"

          "เคยได้ยินเหมือนกัน ทำไม?"

          "คือฉันอยากจะลองทดสอบหน่อย แต่ทีวีฉันเสียก็เลย..."

          "อ่าา..."

 

          อาโอกิเริ่มทำหน้าบุบเล็กน้อย ดูเหมือนเขาพอเดาได้ว่าประโยคต่อไปที่ฉันจะพูดคืออะไรเพราะก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ จุนก็ชิงตอบออกมาทันที

 

          "ฉันก็สนใจนะ แต่บ้านฉันคงไม่ได้หรอก"

          "ไม่งั้นเหรอ ขอบใจมากๆ"

 

          ฉันกล่าวขอบคุณโดยไม่ถามถึงเหตุผลของการปฏิเสธ คงเพราะอึดอัดเวลาเห็นคนพยายามหาเหตุผลที่ฟังขึ้นไม่ก็ถามบ่อยจนไม่อยากได้ยินเหตุผลแล้วล่ะ แต่ก่อนที่ขาทั้งสองข้างของฉันจะก้าวออกจากห้อง2-Cไปนั้น จู่ๆอาโอกิก็ตะโกนขึ้นเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก เขารีบตรงมาหาฉันพร้อมรอยยิ้มเลศนัยบนใบหน้า

 

          "ฉันพอรู้จักคนที่จะช่วยเธอได้นะ"

          "จ จริงเหรอ!?"

          "หมอนั่นชื่อจิเอะ เซกิ อยู่ห้องเดียวกับฉันหนะ"

          "จิเอะ เซกิ?"

          "อื้อ เท่าที่จำได้รู้สึกจะเป็นลูกเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นที่ติดทะเล ชื่อเซยะอะไรเนี่ยแหละ ถ้าลองไปขอดูอาจจะได้ห้องอาหารที่มีทีวีก็ได้นะ"

          "แล้วหน้าตาเขาเป็นยังไง?"

          "หมอนั่น? หัวน้ำตาลยุ่งๆ หน้านิ่งๆ ใส่ต่างหูสีเงินสองข้าง ชอบใส่เสื้อพาดบ่า..."

          กริ้งงง!!!

 

          ออดหมดเวลาพักเที่ยงดังขึ้น ฉันขอบคุณอาโอกิแล้วรีบวิ่งกลับห้องเรียนก่อนคุณครูจะเข้าสอนในคาบถัดไป

 

 

          -หลังเลิกเรียน-

 

 

          เสียงจอแจดังภายในห้องอย่างรวดเร็วหลังจากคาบเรียนสุดท้ายจบลง ปกติแล้วจะเป็นเวลาที่ใครหลายคนใช้กับการทำกิจกรรมในชมรม พูดถึงชมรมโรงเรียนนี้ก็มีอยู่เยอะแยะด้วย ที่ฉันสนใจก็พวกชมรมกีฬาไม่ก็ดนตรีนี่แหละแต่ตอนนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าชมรมอะไรเลยซึ่งทำให้มีเวลาว่างพอจะหาคนได้

          ฉันคว้าเป้สีแดงตรงออกห้องเรียนไปยังทางเดินชั้นสาม อาโอกิไม่ได้บอกว่าจิเอะอยู่ชมรมอะไรเลยต้องมาดักรออยู่แถวนี้เท่านั้น ไม่นานก็พบเป้าหมายที่ตามหา ชายผมยาวสีน้ำตาลพร้อมสวมเสื้อนอกพาดบ่ากำลังเดินออกมาจากห้อง2-C ดูเหมือนเขาจะไม่รีบไปเข้าชมรมแฮะ

 

          "นายๆ..."

          "!?...ครับ?"

 

          เด็กหนุ่มสะดุ้งเบาๆทันทีที่ถูกสะกิด เขาหันหลังมาหาฉันพร้อมกับดวงตาสีม่วงที่มองฉันพร้อมกับความสับสน นี่ฉันทำอะไรแปลกๆออกไปเหรอ?

 

          "นายคือจิเอะ เซกิ ที่อยู่ห้อง2-C ใช่มั้ย?"

          "ใช่ครับ คุณคือยูกิ เอมิจากห้องA สินะ มีอะไรรึเปล่า?"

 

          โอเคนี่สิแปลก จำได้ว่านี่เป็นการพบกันครั้งแรกของเราสองคนนะไหงจิเอะเขารู้จักฉันได้ล่ะ แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจแล้วขอเรื่องไปดูมาโยนากะทีวีที่ร้านอาหารของครอบครัวเขาแทนซึ่งจิเอะก็ทำให้ฉันประหลาดใจได้อีกครั้งเพราะแทนที่จะทำหน้าไม่สบอารมณ์แบบคนอื่นๆเขากลับครุ่นคิดอย่างจริงจังพอให้มีลุ้นแต่ท้ายสุดจิเอะก็ตอบปฏิเสธคำขอร้องของฉันอยู่ดี

 

          "ผมขอปฏิเสธดีกว่า ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้หรอกครับ"

          "งั้นเหรอ แย่จังแฮะ แต่ยังไงก็ขอบใจมากนะ"

          ฉันขอบคุณชิเอะแล้วกำลังจะหันหลังแล้วเดินลงตึกไป จู่ๆเสียงผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น

          "นายปฏิเสธเพราะกลัวมากกว่ามั้ง"

          เสียงนั้นคุ้นหูมากจนทำให้ฉันต้องหันไปมอง ซึ่งเจ้าของเสียงก็ไม่ใช่ใคร อาโอกิที่ฉันคุยด้วยเมื่อกลางวันนี้เอง

          "คุณเป็นใครเหรอครับ?"

          "ฉันอาโอกิ จุน เพื่อนร่วมชั้นนายไง"

          "ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย"

          "ฉันนั่งอยู่ข้างหลังนายตลอดนะ ไม่เคยสังเกตบ้างหรือไง"

          "ไม่เลย อีกอย่างการที่คุณแทรกระหว่างคนอื่นกำลังสนทนากันมันเสียมารยาทนะครับ ถึงเราจะอยู่ปีสองเหมือนกันก็เถอะ แต่ผมกับคุณก็ไม่ได้รู้จักกันนะ"

          "ไม่รู้จักหรือไม่อยากรู้จักกันแน่ ห๊ะ!?"

          "อืม...ก็ทั้งสองอย่างล่ะมั้งครับ"

 

          คำพูดเมื่อกี้ทำให้อาโอกิควันออกหู ดูแล้วคงต้องรีบห้ามไม่งั้นจากคุยกันสักพักได้เปลี่ยนเป็นการต่อยกันกลางโรงเรียนแน่ๆ จิเอะสังเกตเห็นฉันที่กำลังวิตกกังวลเลยหันมาพูดกับฉันแทน

 

          "ผมพูดเล่นหนะครับ อย่าใส่ใจเลย"

          "เป็นคนพูดออกมาเองแล้วจะให้คนอื่นไม่ต้องใส่ใจเนี่ยนะ!?"

          "ก็ผมพูดเล่น..."

          "ชิ ป๊อดกะเรื่องดูทีวีแถมยังไม่ยอมรับสิ่งที่ตนเองพูด ตุ๊ดชะมัด"

             ร...แรงโคตร!!!!!

          "ผมไม่ได้กลัว"

          "งั้นก็พิสูจน์สิ คืนนี้ฉันกับยูกิซังจะไปดูมาโยนากะทีวีกันที่ร้านของนาย นายต้องให้แล้วก็มาดูกับพวกเรา"

          "ถ้าผมปฏิเสธล่ะ?"

          "ฉันจะป่าวประกาศทั่วโรงเรียนว่านายมันตุ๊ดแค่ไหน"

          "นี่จงใจจะแกล้งผมตั้งแต่แรกสินะ"

          "ก็นายมันตุ๊ดอ่ะ~"

          "ได้ งั้นผมจะพิสูจน์ให้คุณดู" ว่าแล้วจิเอะก็หันมาพูดกับฉัน

          "ผมเปลี่ยนใจแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะคุยกับแม่ให้ จะเจอกันกี่โมงดีครับ?"

              เฮ้ย!! ได้ซะงั้น

 

              หลังจากนั้นเราทั้งสามได้คุยกันจนสรุปว่าให้มาเจอที่ร้านเซยะเวลาห้าทุ่มครึ่งโดยให้ไปจัดการกับเรื่องทางบ้านให้เรียบร้อยเสียก่อนซึ่งฉันไม่มีปัญหาเพราะคืนนี้พ่อจะกลับประมาณตีสองซึ่งน่าจะสามารถหลบกลับไปนอนได้ก่อนพ่อจะกลับถึง เมื่อคุยกันจบต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปเตรียมตัวเพื่อภารกิจในคืนนี้ทันที

 

 
 

          -23.30-

 

 

          ฉันเดินตามถนนเลียบทะเลสาบที่เงียบจนสามารถได้ยินเสียงฝีเท้าของตนเองดังก้องไปทั้งถนนไฟห้างร้านข้างทางต่างปิดสนิทชวนวังเวง มีเพียงร้านเดียวที่เปิดไฟร้านไว้คือร้านเซยะร้านอาหารญี่ปุ่นสองชั้นของตระกูลจิเอะซึ่งเป็นจุดนัดพบของเรา ฉันเดินจนมาถึงหน้าร้านก็พบจิเอะนั่งมองนาฬิกาอยู่บนม้านั่งไม้สำหรับลูกค้าอยู่ นั่งรออีกไม่นานนักอาโอกิก็ตามมาถึง

          จิเอะพาฉันกับอาโกกิเข้าร้านแล้วขึ้นบันไดกลางร้านขึ้นไปยังชั้นสอง เขาเปิดประตูห้องอาหารที่ใกล้ที่สุดออกภายในถูกตกแต่งแบบญี่ปุ่นโมเดิร์นมีโคมไฟกระดาษสาดแสงลงมายังโต๊ะไม้ในหลุมสำหรับรับลูกค้าหกคน บนโต๊ะมีทาโกยากิที่จิเอะเตรียมไว่ส่งกลิ่มหอมเตะจมูก ด้านหนึ่งของห้องติดโทรทัศน์จอแบนไว้บนผนังฉันกับจิเอะเลือกนั่งหันหน้าเข้าโทรทัศน์ส่วนอาโอกิก็นั่งอีกฝั่งนึงของโต๊ะ ลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาทำให้อากาศในห้องเย็นสบาย (แต่ท่าจะเย็นเกินไปสำหรับอาโอกิแฮะ นั่งสั่นระริกเลย) เราทั้งสามต่างคุยกันโดยมีทาโกยากิ สายลมยามค่ำคืน และทีวีที่เปิดทิ้งไว้เป็นเพื่อน

 

 

          -00.00-

 

 

          ทันทีที่เข็มยาวและเข็มสั้นเดินมาหยุดอยู่ที่เลขสิบสองไฟในห้องก็ดับลง มีเพียงแสงจากดวงจันทร์และโทรทัศน์ที่ตอนนี้ก็เหมือนสัญญาณจะขาดหายไปเท่านั้น บรรยากาศประหลาดนำพาเราทุกคนมองไปยังโทรทัศน์ที่เปิดอยู่ ถึงจะสังเกตยากแต่ในคลื่นซ่าๆก็มีเงาของคนฉายซ่อนอยู่ด้วย ริว่านี่คือ.....มาโยนากะทีวี

          ด้วยความสงสัยจิเอะลุกขึ้นไปถอดปลั๊กโทรทัศน์แต่ก็ไม่ได้ผล โทรทัศน์ยังคงฉายต่อไปเรื่อยๆ ภาพในโทรทัศน์เริ่มตรงตามฟอเวิร์ดเมลล์ที่ได้อ่าน ภาพชายในโทรทัศน์เริ่มถูกทรมาณอย่างช้าๆ ซึ่งทำให้พวกเราพูดอะไรกันไม่ออกเพราะตอนนี้ไม่มีใครคาดการณ์ได้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

 

          "กึก กึก กึก" !?

          "น นายเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เหรอ? ลมมันเข้าน่ะ..." อาโอกิถามจิเอะ

          "เอ่อ... ใช่ครับ พวกเราอยู่กันดึกผมเลยไม่อยากเปิดแอร์น่ะ"

          "แต่อากาศมันเริ่มแปลกๆนะ ฉันว่าปิดหน้าต่างเถอะ"

             จิเอะเห็นด้วยกับความคิดนี้เลยลุกออกไปปิดหน้าต่าง แต่จู่ๆเขาก็หยุดชะงักไปดื้อๆ

          "นี่ ยังไม่ปิดอีกเหรอ มันหนาวนะ"

 

             อาโอกิพูดเร่งแต่จิเอะทำได้เพียงเอื้อมมือไปจับบานหน้าต่างอย่างเชื่องช้า ด้วยความสงสัยฉันจึงลองชะเง้อไปมองนอกหน้าต่างสิ่งที่เห็นทำให้ฉันพูดอะไรไม่ออก มันคือมือสีดำที่ค่อยๆเอื้อมขึ้นมาจับขอบหน้าต่างก่อนจะได้เตืิอนอะไรออกไปมือนั้นก็ดึงเอาเจ้าของมันขึ้นมาบนห้องแล้ว ด้วยรูปร่างเหมือนก้อนโคลนสีดำสวมหน้ากากประหลาดทำให้จิเอะตกใจล้มหงายลงบนโต๊ะ ดูจากหน้าตามันคงไม่ได้มาดีแน่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว!!

 

          "จิเอะซัง! อาโอกิซัง! ลุกออกมาจากโต๊ะทีค่ะ!!!"

            ทั้งสองรีบลุกออกมายืนข้างๆทำให้ตอนนี้สะดวกแล้วที่จะ...

 

            โครม!!! ...ล้มโต๊ะ

            โต๊ะล้มลงทับสัตว์ประหลาดตัวนั้นติดกับพื้นส่งเสียงดังลั่นไปทั้งชั้นสอง

          "มันตายรึยัง?"

          "กึก กึก กึก กึก"

 

             เสียงโต๊ะสั่นตอบคำถามของอาโอกิแทบจะทันที ตัวประหลาดพยายามยกโต๊ะออกจากตัวซึ่งท่าทางจะใช้เวลาอีกไม่นาน จิเอะเสนอให้พวกเรารีบออกจากห้องซึ่งทุกคนเห็นด้วยแต่เมื่ออาโอกิเปิดประตูออกไป

 

          "เหวอ!!!"

          "เป็นอะไรอาโอกิ ปิดประตูทำไม?"

          "มีอีกตัวกำลังขึ้นมา"

          !?

 

         แย่ล่ะสิ แค่ตัวเดียวก็จะไม่รอดเอาแล้วนะนี่มีอีกตัวงั้นเหรอ ฉันพยายามใช้โทรศัพท์ในขณะที่จิเอะคุงกำลังคุยขยะภายในห้อง ดูเหมือนเขาจะหาอะไรบางอย่างมาใช้ต่อกรกับตัวหน้าประตูอยู่

 

          "อาโอกิ รอสัญญาณจากผมแล้วกระแทกประตูออกไปเลยนะ"

          "ข เข้าใจแล้ว"

          โทรศัพท์ของฉันเปิดได้ตัวเหลือประตูตรงหน้าเป็นทางออกเดียวเท่านั้นเราทุกคนในห้องไม่พูดอะไรกันทำให้เสียงสั่นของโต๊ะชัดเจนขึ้นจนน่าขนลุก

          "ตอนนี้แหละ!!"

 

          อาโอกิกระแทกประตูออกตามสัญญาณ ตัวประหลาดถูกประตูกระแทกจนผงะถอยหลังแต่ก็ถอยไม่มากพอให้พวกเราหนีออกไปได้ วินาทีต่อมาจิเอะใช้กระป๋องน้ำปาอัดเข้ากลางหน้ากากของตัวประหลาดกระเด็นตกบันได เขาใช้โอกาสนี้พาเราวิ่งออกไปทางเดินชั้นสองวิ่งไม่นานนักก็มาหยุดอยู่หน้าทางตันก่อนฉันหรืออาโอกิจะได้ถามอะไรจิเอะก็ดึงบันไดลับลงมาจากเพดานแล้วให้พวกเรารีบขึ้นไปซ่อนข้างบนซึ่งฉันกับอาโอกิก็รีบขึ้นไปอย่างไม่ลังเล ก็มันทางรอดเดียวแล้วนี่นา

          ทันทีที่จิเอะยกบันไดขึ้นแล้วิปิดประตูทางเข้าห้องใต้หลังคาก็มืดสนิทลง ต้องรอให้สายตาชินกับความมืดสักพักนึงถึงจะพอมองเห็นของภายในห้องได้ มันไม่ได้มีของมากมายเหมือนที่คิดมีเพียงตู้ เตียง แล้วก็ของใช้ที่ถูกกองอยู่มุมหนึ่งของห้องเท่านั้น อาโอกิเลือกนั่งบนเตียง ส่วนฉันกับจิเอะเลือกนั่งพื้นหน้าทางเข้าเพื่อรอดูสถานการณ์ต่อไป เอ ชักง่วงซะแล้วสิ...

 

          ตึง!!!!

 

          เกิดเสียงสิ่งของกระแทกกันดังมากจนทำให้ฉันตื่น แต่แสงไฟที่สว่างทั่วห้องเวลาต่อมาเล่นเอาฉันหายงัวเงียเพราะมันทำให้เห็นเห็นตัวประหลาดที่เคยไล่ตามเรามาอยู่ในห้องเดียวกันทั้งที่ทางเข้าทางเดียวถูกปิดอยู่

 

          "ม มันเข้ามาได้ยังไง"

          "ทุกคนครับ รีบขึ้นบันไดตรงนั้นไปเร็ว"

 

          ในสภาวะอันสับสน จิเอะพาขึ้นบันไดปูนที่อยู่ด้านหนึ่งของห้อง ฉันกับอาโอกิไม่รู้ว่าประตูที่ปลายบันไดจะพาเราไปโผล่ที่ไหนแต่เราก็รีบวิ่งตามขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ฉันก้าวข้ามประตูออกมายืนบนชั้นดาดฟ้าเป็นคนสุดท้ายแล้วจิเอะก็รีบมาลงกลอนประตู นี่น่าจะยืดเวลาไปได้สักพัก ฉันพยายามมองหาอาวุูธป้องกันตัวบนดาดฟ้าที่ถูกล้อมรอบด้วยตาข่ายเหล็กแต่ก็ไม่มีอะไรที่พอใช้ได้เลย

 

          "ให้ตายสิ ฉันน่าจะอยู่บ้านเฉยๆนะเนี่ย"

 

          คำพูดของอาโอกิทำให้ฉันคิดได้ จริงสินะ ถ้าฉันไม่มาสนใจเรื่องมาโยนากะทีวีก็คงไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่สิ ฉันซวยคนเดียวไม่เป็นไรหรอก แต่นี่ฉันกลับ...

 

          "ขอโทษนะ"

          "??"

          "เพราะฉันแท้ๆ เพราะฉันลากพวกนายเข้ามาเกี่ยวด้วย พวกนายเลยต้องมาซวยแบบนี้"

          "อย่าโทษตัวเองสิครับ" จิเอะพูด

          "ความจริงถ้าผมไม่รับข้อตกลงของคุณ เราก็คงไม่ต้องเจอแบบนี้หรอก มันเป็นความผิดของผมเองแหละครับ"

          "ฮ่าฮ่าฮ่า อะไรกัน นายพาเราหนีมาได้ขนาดนี้ ต้องขอบใจนายสิถึงจะถูก"

          "งั้นเหรอ ขอบใจนายด้วย อาโอกิ"

 

            ความตึงเครียดในอากาศเบาบางลงทำให้เราสามคนผ่อนคลายจนเริ่มเกิดรอยยิ้มบนใบหน้า ถ้าผ่านคืนนี้ไปได้เราคงจะเป็นเพื่อนสนิทกันแน่ๆ แต่ก่อนจะได้พูดอะไรกันต่อเพื่อนเก่าที่ไม่ได้รับเชิญก็กลับมาเยี่ยมพวกเรา แถมมันพาเพื่อนมาด้วยสิ อาโอกิที่ตื่นตระหนกอีกครั้งถามขึ้น

 

          "มันขึ้นมาได้ยังไงเนี่ย"

          "อย่าบอกนะ ไต่กำแพงขึ้นมางั้นเหรอ"

            ซ...ซวยแล้วไง

 

            ถึงตอนนี้คุณอาจจะรู้สึกคุ้นๆนะ ใช่ ตอนนี้ถึงตรงที่ฉันเล่าไปตอนเริ่มเรื่องแล้วล่ะ ที่แตกต่างกันก็คือตอนนี้หลังของฉันกับทั้งสองคนพิงเข้ากับกรงลวดที่ขึงรอบดาดฟ้าจนหมดหนทางหนี เราต่างมองหน้ากันและกัน คงเพราะกลัวกันจนพูดอะไรไม่ออกนี่เลยกลายเป็นคำสั่งเสียสำหรับพวกเราสามคนไป สัตว์ประหลาดสามตัวเริ่มเข้ามาใกล้ในระยะที่สามารถเข้ามากำจัดเราได้ในระยะไม่ถึงเมตร รึว่านี่...จะเป็นจุดจบของพวกเรา

 

 

         "หนีไปลูก"

          -!?-

 

 

          ภาพในอดีตอันเจ็บปวดผุดขึ้นมาในหัวฉันอย่างไร้เหตุผล มันคือภาพของเปลวไฟร้อนระอุกำลังค่อยๆเผาบ้านของเรา  ในตอนนั้นฉันพยายามเข้าไปหาแม่ที่ถูกซากปรักหักพังติดไฟทับในห้องรับแขกถึงแม้จะรู้ว่าสู้แรงของพ่อและพนักงานดับเพลิงดึงออกไปอยู่ไม่ได้ก็ตาม เปลวไฟเริ่มลามเข้าใกล้ตัวแม่อย่างรวดเร็ว

 

          "ปล่อยนะ หนูจะเข้าไปหาแม่!!"

          "อย่าเข้ามานะ!!!"

 

          ฉันชะงักกับคำพูดของแม่ แม่ห้ามฉันทั้งที่เราอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่เอื้อมมือ ฉันดิ้นสุดแรงเพื่อจะเข้าไปหาแม่หวังจะดึงแม่ออกมาแต่คว้ามาได้แค่เพียงไอความร้อนจากเปลวไฟรอบๆ เสื้อผ้าของแม่เริ่มติดไฟจากซากที่ทับแม่อยู่แต่แม่ไม่แสดงท่าทีว่าเจ็บปวดหรือทรมาณเลย แม่ทำเพียงยิ้มให้ฉันที่กำลังร้องให้ตรงหน้าท่าน

 

          "ไปเถอะนะ แม่ไม่เป็นไร"

 

          แม่พูดด้วยเสียงอ่อนโยนกับฉันซึ่งทำให้ฉันยิ่งพูดอะไรไม่ออก เพราะถึงแม้เสียงที่แม่พูดจะอ่อนโยนมากแค่ไหนแต่มันก็เป็นการบอกกับฉันนัยๆว่าแม่ได้เตรียมใจไว้แล้ว สุดท้ายฉันถูกดึงออกมาโดยพนักงานดับเพลิง เห็นบ้านและแม่ของชั้นหายไปต่อหน้าต่อตาทิ้งไว้แค่เถ้าถ่านสีดำที่เริ่มถูกสายลมพัดปลิวไปเท่านั้น

 

           -::-

 

           อีกแล้วเหรอ? นี่ฉันต้องมาเห็นคนรู้จักตายไปต่อหน้าต่อตาอีกงั้นเหรอ ไม่เอานะ ไม่เอาอีกแล้วนะ!!!

 

           [Thor am I and I am thor]

 

           เสียงปริศนาดังขึ้นในหัวของฉัน

 

           [The melody of destruction in your soul is playing now]

 

          ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่มีไพ่สีน้ำเงินแปลกตามาอยู่ในมือขวาของฉัน ด้านหนึ่งของไพ่เป็นรูปคล้ายหน้ากากส่วนอีกด้านเป็นรูปอัศวินสาวผมยาวสวมเกราะสีเงินวาวมือของเธอกำทวนที่เป็นอาวุธคู่ใจไว้แน่น หลังจากนั้นฉันก็รู้เองว่าต้องทำอะไรต่อไป

 

          Per

             “so

          “na

            !?

 

            ฉันบีบไพ่ในมือจนแตกออกมาเป็นเปลวไฟสีฟ้า เปลวไฟเริ่มวนรอบตัวจนเกิดเป็นเงาขนาดใหญ่ด้านหลังตัวฉัน เปลวไฟดับลงเผยให้เห็นอัศวินสาวคนเดียวกับในไพ่กำลังลอยเด่นอยู่ สิ่งที่แปลกคือฉันสามารถรู้สึกได้ถึงพลังของอัศวินหลั่งไหลเข้ามาในตัวเหมือนเธอเป็นส่วนหนึ่งของฉัน

 

          [เราคือArc Tuner นักรบที่เกิดจากท่วงทำนองในจิตใจของท่าน เราจะเป็นพลังให้กับเจตจำนงของท่านเอง]

 

           เสียงดังขึ้นในหัวของฉันอีกครั้ง อ๋อเสียงเมื่อกี้คือเธอเองสินะ ถ้างั้นด้วยพลังของเธอก็คงจะพอจัดการเจ้าพวกนี้ได้สินะ แต่ดูเหมือนไม่ใช่ฉันคนเดียวที่ได้พลังนี้มาเพราะเมื่อฉันหันไปรอบๆก็เห็นอวตารคล้ายArc Tunerยืนอยู่ด้านหลังจิเอะและอาโอกิเช่นกัน

 

         "แหะๆ ดูเหมือนเราน่าจะพอจัดการพวกนี้ได้แล้วล่ะ"

 

           อาโอกิหันมาพูดกับฉันโดยมีอวตารรูปร่างเหมือนแกะสีชมพูยืนอยู่หลังเขา ส่วนด้านหลังจิเอะก็มีอวตารสวมหน้ากากจิ้งจอกพร้อมดาบคาตะนะในมือยืนอยู่เช่นกัน ตัวประหลาดที่อยู่ตรงหน้าพวกเราดูจะสามารถสัมผัสพลังของพวกเราได้เลยรีบเข้ามาเพื่อหวังจัดการก่อนเราใช้มันเป็น ฉันกะจังหวะกระโดดข้ามตัวสัตว์ประหลาดที่พุ่งเขามาทำให้มีพื้นที่พอให้จิเอะกับอาโอกิวิ่งฉีกหนีออกด้านข้างได้อย่างปลอดภัย สถานการณ์ตอนนี้เลยกลายเป็นพวกเราแต่ละคนประจัญหน้ากับสัตว์ประหลาดแบบตัวต่อตัว(ถ้าไม่นับอวตารด้านหลังพวกเรานะ)

 

          "แยกกันจัดการคนละตัวแล้วกันนะครับ"

 

          จิเอะพูดพร้อมกับเรียกสายฟ้าออกมาฟาดใส่สัตว์ประหลาดตรงหน้า ดูเหมือนเขาจะรู้วิธีใช้พลังนั่นแล้ว ฉันลองพยายามควบคุมArc Tunerซึ่งก็ได้ผล เธอใช้ทวนในมือแทงทะลุตัวประหลาดในครั้งเดียว ซากของมันกลายเป็นกลุ่มควันสีดำที่ถูกลมพัดหายไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้แค่ไพ่แบบเดียวกันที่มีรูปของปีศาจแมวอยู่พอฉันหยิบมันขึ้นมาจู่ๆมันก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

          ดูเหมือนการควบคุมอวตารพวกนั้นจะใช้พลังงานมหาศาลเพราะหลังจากการต่อสู้จบลงพวกเราจำเป็นต้องนั่งพักบนดาดฟ้ากันอยู่นานถึงจะหายเหนื่อย หลังจากทุกหายเหนื่อยทุกคนก็ตัดสินใจแยกย้ายกันกลับที่พักของตนเพราะถึงวันนี้จะเจออะไรมามากมายแต่ตอนเช้าเราก็ยังต้องไปเรียนอยู่ดี...ถ้าไหวนะ

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

สรุปสิ่งที่ได้

Quest : lv.1 ME, YOU and FULLMOON

1-1 (Complete) -[ได้ SL ของ Acana คนในปาร์ตี้ (Temperance/Justice)]

1-2(Complete) - [EXP lv. Skill 3แต้ม/ได้ PERSONA ประจำตัว/ Social Link ของ Acana สายตัวเอง 10 แต้ม (Tower)]

1-A (Complete) - [เลือกไพ่ได้ 1 ใบ (Nekomata) ได้ EXP lv. Skill 5แต้ม]

 

ล......แล้วเจอกันในเควสสองนะครับ //สลบ

 

 

edit @ 13 Dec 2011 17:40:20 by kenoyama